คุณรู้จักสมาคมฯ TECA ...?

 

TECA มีสมาชิกดังนี้

Featured Links:
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
Banner
ราคาน้ำมัน PTT

Who's Online

We have 10 guests online
Home ความรู้เกี่ยวกับลิขสิทธ์ อุตสาหกรรมเพลงในยุคการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิตอล

Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday96
mod_vvisit_counterYesterday189
mod_vvisit_counterThis week1636
mod_vvisit_counterThis month4127
mod_vvisit_counterAll266997
อุตสาหกรรมเพลงในยุคการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิตอล Print E-mail
Written by Webmaster   
Wednesday, 25 January 2012 10:56

1.ยอดขายเพลงในปี 2010 (Recorded Music Sales in 2010)  

          ยอดจำหน่ายเพลงทั่วโลกในปี 2010 อยู่ที่ 15.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ (477,000 ล้านบาท) ลดลง 8.4%จากปี 2009 ยอดขายแผ่น (Physical Sales) ตกลง 14.2% ทั่วโลก ขณะที่ยอดขายเพลงดิจิตอล (Digital Sales)โตขึ้น 5.3% แตะที่ระดับ 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (138,000 ล้านบาท) หรือมีส่วนแบ่งถึง 29% จากรายได้ของอุตสาหกรรมเพลงทั้งหมด ทั้งนี้ เป็นผลพวงมาจากการขายเพลงดาว์นโหลดที่เพิ่มมากขึ้นและการขยายตัวของการบอกรับเป็นสมาชิก (Subscription) ในทางกลับกัน ยอดขายเพลงผ่านทางโทรศัพท์มือถือกลับลดลง โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

         


[1] โดยนายพิเศษ จียาศักดิ์, กรรมการผู้จัดการบริษัท Phonorights (ประเทศไทย) จำกัด และผู้จัดการทั่วไป สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย Temple University, USA (ทุน ก.พ.) 

  

         การจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์เติบโตขึ้น 4.6% หรือคิดเป็นมูลค่า 851 ล้านเหรียญสหรัฐ (25,530 ล้านบาท) หรือมีส่วนแบ่ง 5% ของรายได้จากอุตสาหกรรมเพลงทั้งหมด โดยมีตลาดการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ใหญ่สุดที่ยุโรป แต่ตลาดการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่เติบโตมากที่สุดกลับเป็นสหรัฐอเมริกา (+27.9%) และอินเดีย (+53.3%) โดยมีเยอรมนีเติบโตที่ระดับ 18.5%

          แต่หากคิดเป็นรายได้จากการขายปลีก (Retail Value) ตลาดเพลงทั่วโลกจะมีมูลค่าที่ 23.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (702,000 ล้านบาท) ในปี 2010

          ตลาดเพลงที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดใน 3 ตลาดได้แก่ ตลาดเพลงเกาหลี (+11.7%) ตลาดเพลงอินเดีย (+16.5%) และตลาดเพลงเม็กซิโก (+0.9%) และตลาดเพลงในมาเลเซีย, สิงคโปร์, ไต้หวัน, อาร์เจนติน่า, อเมริกากลางและแคริเบียน, ชิลี และเปรู ก็มีการเติบโตเช่นกัน

          ตลาดเพลงที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ยังคงอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยมีส่วนแบ่งรวมอยู่ที่ 57% ของตลาดเพลงทั้งหมด โดยมีเยอรมนีเป็นอันดับ 3 ขึ้นแซงอังกฤษเป็นปีแรก โดยมีฝรั่งเศส และออสเตรเลียตามมา ขณะที่สเปนหลุดออกจาก 10 อันดับโลกเป็นครั้งแรก เนื่องจากตลาดที่หดตัวลงเพราะปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่รุนแรงขึ้น

2.ผลกระทบของการละเมิดลิขสิทธิ์ดิจิตอลต่ออุตสาหกรรมการสร้างสรรค์ (The Impact of Digital Piracy on the Creativity Industry)

          การละเมิดทางดิจิตอลส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมเพลงเป็นอุตสาหกรรมแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ เกมส์ หนังสือ และ สิ่งพิมพ์ เริ่มได้รับผลกระทบจากการละเมิดทางดิจิตอลนี้

          ในปี 2010 ตามรายงานของ Digital Entertainment Group ซึ่งเป็นตัวแทนของสตูดิโอฮอลีวู้ดและร้านค้าปลีก พบว่า การใช้จ่ายของสื่อบันเทิงในครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็น DVD, Blu-Ray หรือการซื้อภาพยนตร์ดิจิตอลตกลงกว่า 2 พันล้านเหรียญ ในปี 2010 ขณะที่ยอดจำหน่าย Blu-Ray และการดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น แต่พบว่ายอดจำหน่าย DVD ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของอุตสาหกรรมภาพยนตร์กลับตกลง ในสหราชอาณาจักรยอดขายแผ่นวีดิโออยู่ในระดับทรงตัวในปี 2010 (ตามรายงานของ BVA) สำหรับตลาดโลกนั้น ตามข้อมูลของ Screen Digilst คาดว่าธุรกิจบันเทิงสำหรับครัวเรือนมียอดขายลดลง 5.3% ในปี 2010 ซึ่งรวมทั้งการขายและเช่าวีดิโอในสื่อ DVD และ Blu-Ray ด้วย

          มีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้อย่างกว้างขวางถึงผลกระทบของการละเมิดทางดิจิตอลไม่เพียงแต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เท่านั้น ยังมีผลทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นด้วย เช่น

          Frontier Economics ประมาณการมูลค่าของตลาดของปลอมและของละเมิดลิขสิทธิ์มีมูลค่าสูงถึง 650 พันล้านเหรียญ ทั้งนี้เป็นข้อมูลในปี 2008 (ตีพิมพ์เมื่อกุมภาพันธ์ 2011) และตัวเลขนี้คาดว่าจะพุ่งขึ้นสูงถึง 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2015 การละเมิดทางดิจิตอลไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ และซอฟแวร์ รวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 30-75 พันล้านเหรียญและคาดว่าจะสูงถึง 80-240 พันล้านเหรียญในปี 2015

          ในประเทศออสเตรเลีย  Sphere Analysis พบว่าอุตสาหกรรม “content” รวมทั้งเพลง ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ เกมส์ และซอฟแวร์ มีส่วนสำคัญในพัฒนาการของเศรษฐกิจของประเทศ, อุตสาหกรรมนี้มีการจ้างงานถึง 7%  จากแรงงานทั้งหมดของออสเตรเลีย และสร้างรายได้ถึง 7-3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และมีสัดส่วนในการส่งออก 1% ( ข้อมูลจาก The impact of Internet Piracy on the Australian Economy, February 2011) อย่างไรก็ตาม การละเมิดทางอินเตอร์เน็ตเป็นภัยคุกคามหลักต่อนวัตกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรม “content” ในปี 2010 พบว่ามีแรงงานกว่า 8,000 คนถูกเลิกจ้างออกจากอุตสาหกรรม “content” อันเป็นผลมาจากการละเมิดทางอินเตอร์เน็ตและประมาณการว่าภายในปี 2016 งานกว่า 40,000 ตำแหน่งในอุตสาหกรรมนี้จะว่างลง และขณะเดียวกันในฝั่งร้านค้าปลีก พบว่ามีมูลค่าความเสียหายเกิดขึ้นจาก internet piracy กว่า 5.2 พันล้านเหรียญต่อปี

          Envisional ประมาณว่า 23.8% ของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั่วโลกเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์(Technical Report: an estimated of infringing use of the internet, January 2011) BitTorrent เป็นรูปแบบการแบ่งปันข้อมูลแบบ P2P ที่เป็นที่นิยมทั่วโลกโดยมีผู้ใช้กว่า 100 ล้านคน เป็นผู้ใช้ประจำ (Regular Users)

          การวิจัยเกี่ยวกับ BitTorrent ที่ทำในออสเตรเลีย โดย Internet Commerce Security Laboratory พบว่า 89.9% ของ Torrent files ที่สุ่มตัวอย่างมาได้รับการยืนยันว่า มีเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น (รายงาน Investigation into the Extent of Infringing Content on BitTorrent Network, April 2010) ในส่วนของเนื้อหาที่มีการละเมิดมากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ ภาพยนตร์, เพลง และ TV Show

          การวิจัยที่ทำโดย RIAJ ของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม 2010 พบว่า การละเมิดทางอินเตอร์เน็ตเป็นปัญหาที่กำลังรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อตลาดเพลงในญี่ปุ่น, มีไฟล์เพลงกว่า 4.4 พันล้านไฟล์เพลงถูกดาว์นโหลดในปี 2010 โดยส่วนใหญ่เป็นไฟล์เพลงที่ถูกดึง (Ripped) มาจากการ Streaming ขณะที่มีไฟล์เพลงที่ถูกกฎหมายและจำหน่ายผ่านการดาว์นโหลดทางอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือเพียง 442 ล้านไฟล์เพลงเท่านั้น

          ตลาดเพลงในประเทศอังกฤษ ยังคงได้รับความเสียหายจากการให้บริการทางอินเตอร์เน็ตที่ผิดกฎหมาย จากรายงานของ Harris Interactive ในเดือนกันยายน 2010 พบว่า 29% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่มีอายุระหว่าง 16-54 ปี จำนวน 7.7 ล้านคนมีปฏิสัมพันธ์กับการดาว์นโหลดที่ผิดกฎหมาย โดย P2P เป็นช่องทางแรกๆ และช่องทางหลักในการดาว์นโหลดเพลง และจำนวนของผู้ใช้ก็ไม่ได้ลดลงเลยตั้งแต่ปี 2009 นอกจากนี้ การใช้ Cyber Lockers หรือรูปแบบอื่นๆ ของการละเมิดทางอินเตอร์เน็ตก็เพิ่มมากขึ้น รายงานวิจัยบ่งชี้เพิ่มเติมว่า มากกว่า 1.2 พันล้านไฟล์เพลงมีการดาว์นโหลดอย่างผิดกฎหมายในสหราชอาณาจักร โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 76%

          เอกสารการวิจัยของ Adermon & Liang แห่งมหาวิทยาลัย Uppsala ของสวีเดน พบว่า ยอดจำหน่ายเพลงดิจิตอลจะสูงขึ้นกว่า 131% ถ้าไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ (วิจัยเรื่อง Piracy Music and Movies: A natural experiment, October 2010) วิจัยพบว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ทำให้ยอดขายเพลงตกลงถึง 43% ในระหว่างปี 2000 – ถึงปี 2008 วิจัยนี้สนับสนุนว่าการละเมิดลิขสิทธิ์ คือสาเหตุสำคัญของการตกลงของยอดขาย และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์คือสิ่งทดแทนเพลงที่ถูกกฎหมาย

          เอกสารวิชาการอีกชิ้น โดย R.Cuevas ของมหาวิทยาลัยแมดริดของสเปน พบว่า BitTorrent มีสัดส่วนถึง 75% ของการดาว์นโหลดเพลงทั้งหมด

3.รูปแบบของธุรกิจเพลงดิจิตอล (The Digital Music Sector)

          ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเข้าเชื่อมต่อกับสื่อดิจิตอล โดยการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค เพลงดิจิตอลกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ค่ายเพลงต้องคิดทบทวนกลยุทธ์ของตนใหม่ให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยี, อุตสาหกรรมเพลงได้สร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย เพื่อนำส่งสินค้าเพลงให้กับผู้บริโภคที่หลากหลายในรูปแบบต่างๆ ที่แตกต่างกัน ค่ายเพลงได้เฟ้นหาพันธมิตรที่จะสร้างสรรค์งานไปด้วยกัน นำเสนอรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ และพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมเฉพาะมากขึ้น เพื่อเสนอทางเลือกให้กับแฟนเพลงทั่วโลก ค่ายเพลงกำลังจัดการและบริหารธุรกิจดิจิตอลหลายพันล้านดอลล่าร์ ท่ามกลางความท้าทายของการละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ตที่แพร่หลายครอบคลุมไปเกือบทุกประเทศในโลก

รูปแบบของการจำหน่ายเพลงดิจิตอลสรุปเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้

          1.ร้านดาว์นโหลดเพลง (Download Store) ร้านดาว์นโหลดเพลงถูกกฎหมายทั่วโลกมีอยู่มากกว่า 500 แห่ง โดยมีเพลงอยู่ในคลังเพลงรวมกันมากกว่า 20 ล้านเพลง และสร้างรายได้จากการจำหน่ายเพลงแบบดิจิตอลเป็นรายเพลง (single track) เป็นสัดส่วนมากที่สุดในกลุ่มการขายเพลงแบบดิจิตอลทั้งหมด โดยมีร้าน iTune Store ของ Apple เป็นตัวหลัก

          2.การขายอัลบั้มเพลงดิจิตอล ยอดขายเพลงทั้งอัลบั้มแบบดิจิตอลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ทั้งที่แต่เดิม ค่ายเพลงเคยคิดว่าการขายเพลงแบบอัลบั้มดิจิตอลจะเป็นคู่แข่งของการขายแผ่นซีดี ทำให้ยอดขายแผ่นซีดีตกลง

          3.การบอกรับเป็นสมาชิก (Subscription) เป็นรูปแบบการขายเพลงดิจิตอลที่เติบโตเร็วมาก โดยผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์เพื่อฟังเพลงที่ตรงตามรสนิยมของตนโดยให้ค่ายเพลงเป็นผู้เลือกเพลงให้หรือเป็นแบบที่ผู้บริโภคสามารถเลือกฟังเพลงตามใจชอบของตนได้เองโดยไม่จำกัดจำนวนเพลง ทั้งนี้ การบอกรับเป็นสมาชิกได้รับความนิยมมากในตลาดยุโรปโดยมี Spotify เป็นตัวหลัก นอกจากนี้, การบอกรับเป็นสมาชิกยังขยายรูปแบบของธุรกิจออกไปอย่างมากมายเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เช่น Deezer ผู้ให้บริการเพลงดิจิตอลจากฝรั่งเศสได้ร่วมมือกับ Facebook ปล่อยเพลง (Streaming) ให้ผู้ฟังในกลุ่มสังคมเครือข่ายของ Facebook ได้แลกเปลี่ยนเพลงกันอย่างอิสระโดยมี Sponsor ต่างๆ เป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงิน

          4.การพ่วงขายเพลง (Bundling Music) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการนำเสนอเพลงเข้าสู่กลุ่มผู้ฟังคราวละมากๆ โดยการขายเพลงพ่วงเข้ากับการให้บริการทางอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือ โดยแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต (ISPs) หรือผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telecom Companies)

          5.การฟังเพลงผ่านวิทยุอินเทอร์เน็ต (Internet Radio) เป็นรูปแบบในการฟังเพลงผ่านวิทยุดิจิตอลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยการเชื่อมต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรือจากโทรศัพท์มือถือ

          6.มิวสิควีดีโอ เป็นรูปแบบหนึ่งในการรับชมภาพและรับฟังเสียงการแสดงของศิลปินไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะการรับชมผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก เช่น การให้บริการของ Vevo ในการชมการแสดงมิวสิควีดีโอในระดับสัญญาณภาพที่คมชัดที่ปล่อยสัญญาณ (Streaming) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ชมได้รับชมผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

 

 

Source: IFPI Recording Industry in Numbers 2011

Digital Music Report 2012

( 23 มกราคม 2555)

Last Updated on Wednesday, 25 January 2012 15:12