Visitors Counter







![]() | Today | 159 |
![]() | Yesterday | 247 |
![]() | This week | 406 |
![]() | This month | 1430 |
![]() | All | 243017 |
| ประเด็นพิจารณา การยกเลิก การแจ้งการผลิตของเจ้าของลิขสิทธิ์ |
|
|
|
| Written by Administrator |
| Friday, 02 July 2010 17:59 |
|
ประเด็นพิจารณา การยกเลิก การแจ้งการผลิตของเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามม.5วรรค 2 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องแห่งพระราชบัญญัติการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี พ.ศ. 2548 ตามม.5 วรรค2 พ.ร.บ.การผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี พ.ศ.2548 บัญญัติให้เจ้าของลิขสิทธิ์มีหน้าที่แจ้งการผลิตก่อนเริ่มทำการผลิตหรือว่าจ้างทำการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาความถูกต้องครบถ้วน และให้อธิบดีออกเครื่องหมายรับรองงานต้นแบบสำหรับเจ้าของลิขสิทธิ์ ตาม มาตรา 8 และ มาตรา 9 โดยเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้มีหน้าที่ทำเครื่องหมายรับรองงานต้นแบบดังกล่าวตาม มาตรา 12 และหากเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่แจ้งการผลิต หรือไม่ทำเครื่องหมายรับรองงานต้นแบบ ย่อมมีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตามม.23และม.27ตามลำดับ เจตนารมณ์ของกฏหมาย พรบ.ควบคุมการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี 2548 เพื่อให้ทราบแหล่งที่มาของแผ่นซีดีที่ต้นตอโดยการใส่เลขรหัสของโรงงานที่ทำแผ่นซีดี, เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดนั้นถูกผลิตขึ้นมาจากโรงงานใดเพื่อให้การปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์มีประสิทธิภาพ โดยสามารถสาวไปถึงต้นตอหรือแหล่งที่มาของแผ่นซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่อย่างใด และโดยหลักการของกฏหมายลิขสิทธิ์ เป็นระบบที่ไม่ต้องมีการจดทะเบียน (non formality) หมายความว่า ลิขสิทธิ์ได้มาโดยอัตโนมัตินับแต่เมื่อมีการสร้างสรรค์เสร็จสมบูรณ์ โดยมิต้องนำงานชิ้นนั้นไปยื่นจดทะเบียนต่อหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตาม, ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีระบบการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์นั้นเป็นเพียงการรวบรวมฐานข้อมูลลิขสิทธิ์เอาไว้เท่านั้นไม่ได้มีผลเป็นการรับรองความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่อย่างใด ดังนั้น, การมีหมายเลขเจ้าของลิขสิทธิ์,พรบ.ควบคุมการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี 2548 นี้ แท้จริงแล้ว นอกจากจะไม่สอดคล้องเจตนารมณ์ของกฏหมายของพรบ.ควบคุมการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี 2548 แล้วยังไม่สอดคล้องกับระบบลิขสิทธิ์ของไทยด้วย ยิ่งกว่านั้น,ยังสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการในการยื่นขอหมายเลขเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มีภาระและข้อยุ่งยากเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะต้องจัดเตรียมเอกสารโดยละเอียดเพื่อแสดงถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตามลำดับชั้นโดยครบถ้วนทุกครั้งในการแจ้งขอทำการผลิต และใช้ระยะเวลาในการรอการออกเครื่องหมายรับรองงานต้นแบบเสียก่อน จึงจะเริ่มทำการผลิตหรือว่าจ้างทำการผลิตได้ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ ขาดโอกาส เกิดความล่าช้าด้านการตลาดในเรื่องช่วงระยะเวลาในการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีดีที่ต้องรวดเร็วและทันต่อกระแสนิยมของผู้บริโภค นอกจากนี้บทบัญญัติดังกล่าวนั้น หาได้เป็นการคุ้มครองเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริงโดยสมบูรณ์แต่ประการใดไม่ เนื่องจากในทางปฏิบัติยังพบว่า มีผู้ประกอบการบางรายใช้ช่องว่างของกฎหมายดังกล่าว โดยแจ้งและยื่นแสดงเพียงแต่เฉพาะหนังสือยืนยันความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งออกและรับรองโดยตัวผู้ประกอบการเองไม่มีเอกสารอันแสดงถึงการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตามลำดับชั้นโดยถูกต้อง พร้อมกับรายละเอียดในการแจ้งอื่นๆ ได้แก่ ชื่อศิลปิน ชื่อเพลง และจำนวนการผลิตเท่านั้น ก็จะได้รับเครื่องหมายรับรองงานต้นแบบไปผลิตหรือว่าจ้างทำการผลิตต่อไป โดยที่มิได้มีการพิจารณาถึงความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารที่แจ้งอย่างแท้จริง ทั้งที่มาตรา 9 วรรค2 บัญญัติว่าการออกเครื่องหมายรับรองงานต้นแบบนั้นจะออกให้ต่อเมื่อได้รับแจ้งโดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว เมื่อแยกพิจารณาถ้อยคำลงไป “ถูกต้อง”ย่อมหมายถึง เป็นเอกสารที่ถูกต้องไม่มีการปลอมแปลงและเป็นการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์อันสามารถแสดงถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้โดยถูกต้องด้วย “ครบถ้วน” หมายถึง ประเภทและจำนวนของเอกสารต้องครบถ้วนตามกำหนดเช่นกัน โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งจะต้องเป็นผู้พิจารณาความถูกต้องครบถ้วน ดังกล่าว กรณีนี้ ถือได้ว่าเป็นการแข่งขันทางการค้าโดยไม่เป็นธรรมกับผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้งานลิขสิทธิ์ที่แสดงการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ได้อย่างถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้, ยังมีผู้ประกอบการบางรายนำงานดนตรีกรรมจากต่างประเทศเข้ามาโดยไม่มีการชำระค่าลิขสิทธิ์ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริง ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แต่กลับไปยื่นขอหมายเลขเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฏหมายนี้ โดยยืนยันและรับรองตนเองว่าได้ลิขสิทธิ์มาโดยถูกต้องและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียงจนในที่สุดได้หมายเลขเจ้าของลิขสิทธิ์มาและนำเอกสารนั้นไปอ้างต่อบุคคลอื่นๆ เช่น ผู้ขายหรือผู้จัดจำหน่ายว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพราะได้รับหมายเลขเจ้าของลิขสิทธิ์ตามกฏหมายฉบับนี้แล้วเป็นหลักประกันว่าตนไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ใด ทำให้ผู้ขายหรือผู้จัดจำหน่ายหลงเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง อย่างไรก็ตาม, หากมีการฟ้องร้องในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ เกิดขึ้นโดยเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริง, ผู้ขายและผู้จัดจำหน่ายเหล่านั้น ย่อมหลีกหนีความรับผิดไม่พ้น เพราะมีการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ประจักษ์ชัดอยู่ ดังนั้น การขอหมายเลขลิขสิทธิ์ จึงสร้างความสับสนแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ขายหรือผู้จัดจำหน่าย ด้วย หากจะอ้างว่า การมีหมายเลขเจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าค่ายเพลงไม่ได้โกงครูเพลง เพราะต้องแจ้งปริมาณการผลิต, ก็ดูจะฟังไม่ขึ้น เพราะดูเป็นกฏหมายที่ผิดฝาผิดตัว และในทางปฏิบัติที่ผ่านมา, ก็ไม่เคยมีปรากฏเลยว่า มีครูเพลงรายใดขอตรวจสอบข้อมูลการขอหมายเลขเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ยื่นขอตาม พรบ.ควบคุมการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี พ.ศ. 2548 จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเลย ซึ่งเห็นได้ว่า การกล่าวอ้างนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย อนึ่ง การขอตรวจสอบ (Audit) น่าจะเป็นเรื่องระหว่างคู่สัญญากันเองระหว่างครูเพลงและค่ายเพลง หากครูเพลงไม่ไว้ใจค่ายเพลง, ในระหวางการทำสัญญาซื้อขายเพลงก็ควรจะระบุให้ชัดเจนใน “สัญญาซื้อขายเพลง” ว่าให้ครูเพลงมีสิทธิขอตรวจสอบ (Audit) ค่ายเพลงในการผลิตและจำหน่ายเพลงของตน, แต่เท่าที่ทราบในทางปฏิบัติ, การซื้อขายเพลงส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อขายแบบจ่ายเงินคราวเดียว เมื่อได้รับเงินแล้วก็จบ, ถ้าเป็นเช่นนี้, การบอกว่า กลัวค่ายเพลงจะโกงครูเพลงจะมีประโยชน์อะไร นอกจากนี้ เมื่อครูเพลงรับเงินไปแล้ว ค่ายเพลงเป็นผู้ลงทุนในการทำตลาดและโปรโมตและการจัดจำหน่าย, ยิ่งการจัดจำหน่ายทำได้รวดเร็ว ขายได้มากเท่าไรก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับครูเพลงด้วย ยิ่งกว่านั้น, ในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์,ค่ายเพลงจะเป็นผู้ออกหน้าในการดำเนินการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทุกครั้งไป โดยครูเพลงไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์เลยคงปล่อยให้เป็นหน้าที่และภาระของค่ายเพลงโดยลำพัง เป็นธรรมหรือไม่? ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากผลในทางปฏิบัติที่แท้จริงแล้ว หากได้มีการยกเลิกบทบัญญัติเรื่อง การแจ้งการผลิตของเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 5 วรรค2 และบทบัญญัติต่างๆที่เกี่ยวข้องตาม พรบ.ฯ ดังกล่าวแล้ว ย่อมจะเป็นการลดภาระและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาคการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี ลดการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม กระตุ้นภาคการตลาด อุตสาหกรรมเพลง และอุตสาหกรรมแขนงอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี มากกว่าการปล่อยให้เป็นภาระแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมาย ในขณะที่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ต้องมีขั้นตอนหรือภาระที่ยุ่งยากเช่นนี้ |
| Last Updated on Wednesday, 03 November 2010 15:23 |




















